ผ่านมานานมากหละกับการเรียนสีน้ำกับคุณพี่ลิงใจดี

เริ่มต้นไปเรียนได้อย่างไร?

เริ่มต้นจาก มีเพื่อนแนะนำให้ดูภาพสีน้ำ ของใครก็ไม่รู้ใน exteen แล้วอ่านไปเจอ ว่ากำลังจะลองเปิดสอนสีน้ำ เป็นลักษณะของการ workshop 

ในตอนนั้น ไม่ได้คิดจะไปเรียนหรืออะไรชัดเจน และ ด้วยอารมณ์ที่ว่า ควรจะหาอะไรทำเสียบ้าง ให้ใจมันไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปพบป่ะผู้คน หน้าแปลก แปลกหน้าบ้าง

และเพราะความที่อยากจะหาอะไรสักอย่างทำ เพื่อทำให้ตัวเองยุ่ง คั่นตัวเองออกจากความคิดฟุ้งๆ ก็เลย ลงสมัครเรียนสีน้ำ โดยไม่รู้หรอกว่า เพื่อนมันไม่เรียน...

 แต่ก็หากังวลได้ไม่กับการเรียนคนเดียวได้ กังวลอยู่เรื่องเดียวในตอนนั้นคือ "จะไปเรียนยังไง" ด้วยเพราะ ไม่ชินเส้นทางในกรุงเทพ (ไม่คิดจะชินด้วย) ไม่สันทัดในการขึ้นรถเมล์หลายต่อ และอื่นๆอีกมากมาย (แค่เดินในห้างยังหลง อย่าเอาอะไรมากกับ sense of direction ที่เท่ากับ ศูนย์

และเนื่องด้วย การลงทะเบียนเรียนครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายล่วงหน้า หรืออะไรทั้งสิ้น ก็เลยสบายใจได้ว่า เปลี่ยนใจวินาทีสุดท้าย ก็ไม่มีอะไรเดือดร้อน รู้สึกว่า การเรียนครั้งนี้เป็นอะไรที่ "เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ" เรียกความสนใจได้ขึ้นอีกเป็นกอง

ก่อนวันเรียนจริง

ตัวเราได้ลงทะเบียนเรียนเป็นคอสวันอาทิตย์ช่วงบ่าย ด้วยความที่ว่า ขี้เกียจ วันเสาร์จะเอาไว้นอน แต่พอได้ดูจำนวนคน และที่คุณพี่ลิง เปรยไว้ว่า วันเสาร์คนน้อย จะยุบรวมมาวันอาทิตย์ดีหรือเปล่า หรือ คนวันอาทิตย์อยากจะย้ายมาวันเสาร์ไหม บลาๆ เราก็เลย ย้ายเวลาเรียน

ย้ายมาเรียนเป็นวันเสาร์แทน ด้วยเหตุผลที่ว่า... ไม่อยากเจอคนเยอะ ก็เลยทำการลงทะเบียนซ้ำซ้อน ซ่อนเงื่อน จนคุณพี่ลิงส่งเมลล์มายืนยัน

แต่เรื่องตลกเล็กๆ ตอนที่รับโทรศัพท์ จากพี่ลิงเพื่อจะโทรมาถาม มาย้ำ มายืนยันว่า เราเรียนวันเสาร์แน่นะ แล้วก็เป็นตอนเช้าด้วยนะ ย้ำอีกครั้งว่า เช้านะ เหมือนกลัวว่า จะหลงไปเรียนบ่าย เราก็รับด้วยความ งงๆ ว่า ลิงไหนว่ะ 

(ปล.1 ในตอนนั้นเพิ่งจะเคยเข้าบล็อคคุณพี่ลิงครั้งแรก ไม่เคยเข้ามาก่อน)

วันเรียนจริง 

ด้วยความตื่นเต้น ก็ตื่นซะสาย ใกล้จะได้เวลาไปเรียน (คอสเริ่ม สิบเอ็ดสามสิบ) ก็รีบๆ อาบน้ำแต่งตัว พอสักสิบเอ็ดโมง ก็มีสายเข้า เบอร์แปลกๆ ก็รับดู ปรากฎว่าเป็นคุณครูของเรานี้เอง โทรมาถามนักเรียนว่าถึงหรือยัง นักเรียนเลยตอบไปว่า กำลังจะออกจากบ้าน คงจะไปถึงสายหน่อย ...

แต่นักเรียนหารู้ไม่ว่า คุณครูก็ on the way เหมือนกัน มารู้อีกทีตอนนักเรียนถึงสถานที่สอน หอศิลป์กรุงเทพแล้ว และหาที่เรียนไม่เจอ เลยโทรถามคุณครู จึงได้รู้ความจริงว่า คุณครู ก็  on the wayuntil now สายเหมือนกัน

นั่งรออยู่พักใหญ่ รอใครสักคนสองคน ที่เราไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า  ได้แต่นั่งเดา ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ เป็นอะไรที่เดาได้ยากมาก การนั่งเดาว่าคนไหนคือคนที่จะมาสอนศิลปะ ท่ามกลาง ศิลปิน ยากไหมหละ เพราะไม่ว่าใครๆ ก็ถือ ม้วนกระดาษ กระดานรอง สี ดินสอ ยางลบและอื่นๆ มากมาย ยากเกินเดา ความเป็นไปได้สูงหมด

สิบเอ็ดนาฬิกา สามสิบนาทีกว่าๆ ใกล้เที่ยง

เข้าไปนั่งรอเรียนวาดรูป ฉายเดี่ยว... อยู่หลายนาที คุยจิปาถะกับพี่ลิง สักพักมีน้องนักเรียนเข้ามาสมทบอีกสองคน ครบแล้วนักเรียนวันนี้ ทำความเคารพ สวัสดีคุณครู

วันนั้น(อยากใช้ วันนี้ มากกว่า แต่ว่าอยากแสดงให้เห็นว่าผ่านมาแล้ว) คอสแรกเป็นการวาดรูปทรงเลขาคณิต คุณครูก็อธิบายกันไป นักเรียนก็ฟังกันไป พอถึงเวลาวาดจริง

สาดดดดดดดดดด

ยากแหะ

วาดตั้งนาน วาดไม่ได้ จนอยากจะร้องไห้ (จริงๆนะ) 

ไม่ไหว ขืนนั่งลบอีก ร้องไห้แน่ เครียดขึ้นมาจับจิต ก็เลยเดินไปห้องน้ำ สงบจิต 

และสุดท้ายก็วาดผ่านมาจนได้

รูปแรกกับการเรียนครั้งนี้ โดยรวมแทบจำไม่ได้วาดเอง เครียดกับตัวเองมากไปหน่อย มือเลยไม่ไป ความรู้สึกสบายมันไม่เกิด ร่างกายเลยตึงๆ

หลังจากเลิกคอสครั้งแรก 

ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะลองมาเรียนแค่ครั้งเดียว แต่หลังจากเรียนแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนความคิด ไม่ได้ติดใจเรื่องวาดรูป ลงสี อะไรมากมาย แต่ติดใจสิ่งที่สะท้อนตัวเองออกมา ก็เลยอยากจะเอาชนะตัวเองขึ้นมา

สะท้อนตัวเอง

ในตอนที่นั่งวาดรูป รู้เลยนะว่าตัวเองเครียดมาก เครียดจนไม่สามารถวาด ไม่สามารถเรียกอารมณ์สุนทรีย์อะไรๆ ออกมาได้เลย กว่าจะสงบจิตใจตัวเองได้ก็นานเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเครียดกับตัวเองจนถึงใกล้จุดที่จะร้องไห้ ฮ่า ตลกดีนะ ยังคิดอยู่ว่า ถ้าจู่ๆ ร้องไห้ขึ้นมาตอนวาดรูป คงแตกตื่นกันไม่ใช่น้อย ในตอนนั้นรู้สึกว่า ตัดสินใจถูกมากกับการมานั่งเรียนศิลปะ เพราะถ้าไม่ได้มานั่งทำอะไรที่ต้องใช้ความสบายใจเป็นหลัก ก็คงไม่เข้าใจตังเองว่าตอนนี้เครียดถึงขนาดไหน

ทำไมถึงได้รู้ว่าตัวเองเครียด ตอบง่ายๆ ก็เพราะแค่เรื่องวาดรูปเรขาคณิตง่ายๆ ยังทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะจริงๆแล้ว ตัวเองเรียนศิลปะเป็นพื้นฐาน มาหลายปี กับการวาดรูป วัดขนาดวัตถุ สัดส่วนของวัตถุ มันก็ทำได้ไม่ยากอะไร แต่ตัวเองกลับเขียนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ฮ่า มือแข็งใจแข็ง

สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่า คงต้องเรียนศิลปะกล่อมเกลาคลายเครียด คลายกังวล เรียนไปจนกว่าตัวเองจะรู้สึกว่าสบาย....

ก็เรียนมาเรื่อยๆ จนมาถึงครั้งที่สาม วาดดอกไม้ในแจกัน ครั้งนี้ไม่ได้มาเรียนเพราะติดภาระกิจ จนมาเรียนครั้งที่ วาดคัพเค้ก คนย้ายมาเรียนวันเสาร์กันเยอะแล้ว วันอาทิตย์ก็เยอะแล้ว คนยิ่งเยอะ ยิ่ง.... อร่อย

พอมาถึงครั้งที่ห้า วาดคน เหมือนเป็นสิ่งที่รอคอย ฮ่าๆๆ ไม่ใช่อะไร เพราะรู้สึกว่า เริ่มวาดอะไรๆ แล้วสบายใจ เริ่มไม่แข็งเหมือนครั้งแรก หลายๆอย่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงก็เลยแสดงออกมากับการวาดครั้งที่ห้า เป็นอะไรที่วาดได้เร็ว สบาย ลงสีได้เพลินมือ รู้สึกผ่อนคลายกับตัวเอง

หลังจากคอสสีน้ำครั้งที่ห้า ตัวเองก็ไม่ได้ไปเรียนต่ออีกเลยทั้งๆที่ตั้งใจไว้ว่า ครั้งที่แปด จะไปเรียนเสียหน่อย แต่กลับมีภาระกิจที่ต้องทำ และในเวลาเดียวกันนั้น เหมือนจะรู้ว่า ตัวเองกำลังจะหมดกิจกรรมทำ ก็เริ่มเสาะหากิจกรรมใหม่ๆทำทดแทน  ตอนแรก คิดว่าจะไปเรียนทำอาหาร ผสมเครื่องดื่ม แต่พอดูเวลาแล้ว ไม่เอื้อ จนกระทั่ง เพื่อนคนเดิมที่แนะนำคอสสีน้ำ มาชวนไปฝึกวิชาป้องกันตัว ก็เลยได้กิจกรรมเรียกเหงื่อมาทดแทนกับคอสสีน้ำ

บันทึกครั้งหน้า คงเป็นกิจกรรมวิชาป้องกันตัว

ศิลปะบำบัด

sasiy13s View my profile