ไม่มีรูป แต่ยาวใช้ได้

ครั้งแรกที่อัมพวา  ไร้กล้องแต่บันทึกทุกภาพไว้ใน ห้วและใจ ยาวไปได้อีก


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีการรวมตัว 4 ดรุณีขึ้นอีกครั้ง เป็นการรวมตัวครั้งแรกในหลายรอบเดือน เป็นปกติที่เมื่อทั้ง 4 ดรุณีเมื่อรวมตัวกันจะต้องมีกิจกรรมอะไรทำกันสักอย่างและในครั้งนี้ กิจกรรมที่เราเลือกจะทำนั้นคือ...

การไปอัมพวา

บ่ายสองวันเสาร์ พวกเราก็รวมตัวกันสำเร็จ (แอบไปถึงช้าที่สุด เพราะลังเลว่าจะไปเจอเพื่อนดีไหม รู้สึกเป็นคนไม่ดีเลยแหะ แต่ก็ลังเลใจจริง) แทบจะไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรกันมาก คำถามเดียวคือ "ไปไหนกันดี" เค้า(ตัวเราเอง) อยากไปอัมพวา เพราะครั้งที่แล้วก็ไม่ได้ไปกับเพื่อนๆ โอเคเลย เป็นอันสรุปว่า ไปอัมพวากันเถอะ ผู้ร่วมชะตากรรม 4 ชีวิต ลุย มุ่งหน้าสู่อัมพวา

ก็ขับรถกันออกมาชิวๆ กับกระเป๋าตังค์แบนๆ มาตามเส้นทาง... ทางไหนก็ไม่รู้ว่ะ รู้แต่มันก็มาถึงอัมพวา สักราวๆ บ่ายสามกว่าๆ ระหว่างขับรถกันไป ก็ปรับทุกข์กันไป ก็ดีนะที่ยังให้ความรู้สึกว่า เพื่อนก็ไม่ได้ทิ้งเรา เหมือนอย่างที่เราคิด คุยกันไป เฮฮากันไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก ยังไม่ทันจะพ้นกรุงเทพ... เห้ย รถคันข้างๆ Audi TT สปอร์ตคูเป้ ขับมาคนเดียวด้วย ตี๋ด้วย แต่ไม่หล่อ... แต่ก็กรี๊ด เค้าชอบรถ เท่ดี เคยลองขับครั้งหนึ่ง อยากบอกว่า "รักนะ ออดี้" อยากรู้จักว่า หนุ่มตี๋คนนั้นจะรู้ตัวไหม ว่าตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของป้าๆ กั่กๆๆ ชีวิตพอมีอะไรให้ชุ่มชื่นบ้าง เค้าจะรู้ไหมนะ ว่าทำให้คนยิ้มได้หลายคน

ครั้นพอมาถึง สามสาวที่เคยไปก็ทำหน้าที่เดินนำ มุ่งสู่ความเป็นอัมพวา (ก่อนจะได้ลงเดิน โอ้แม่เจ้า ที่จอดรถเป็นดั่งทอง วน จอด รอ กดดันคันที่กำลังจะออก ขอโทษค๊า ไม่ได้ตั้งใจจะกดดัน แต่พวกเราหิวและปวดฉี่ อย่างแรง) ด่านแรกก่อนจะเข้าถึงอัมพวา มันก็ต้องเดินผ่านตรอกเล็กๆ ที่มีของขายเยอะแยะ คนที่เคยไปคงจำได้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่สำหรับเราแล้ว ระยะทางเพียงสั้นๆ มันแทบจะทำให้วายปราณกันเลยทีเดียว นอกจากจะเล็ก ของขายทั้งสองข้างทาง จำนวนคนที่มากเกินขนาดตรอก อากาศที่น้อย กลิ่นอาหารคาวหวาน กลิ่นตัวมนุษย์ อาเมน แทบอ้วก แต่ตัวเราก็อยากแวะเดินดูที่ละร้านเสียจริงๆ ถ้าหากไปเดินในวันธรรมดา คงจะสบายไม่ใช่น้อย เพราะดูของแต่ละร้านน่าสนใจทั้งนั้น แล้วของกินก็น่าชิมทุกร้านเลย ขอโทษนะคะ ที่ครั้งนี้ ไม่ได้ชิมฟรีสักร้าน ไว้มีโอกาส ไม่พลาดค่ะ ยังไงก็จะไปขอชิมฟรี ไม่เีสียตังค์แน่นอนค่ะ

พอหลุดออกมาจากตรอกได้ อุ้ย! สะพาน ไอ้เราก็นึกว่าเพื่อนสาวจะทอดสะพาน อุ้ย! ข้ามสะพาน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพื่อนสาวกลับเลี้ยวซ้าย พาเดินริมน้ำก่อน เหว่ยๆ คนเยอะแต่ไม่เยอะเท่าในตรอก ตอนแรกก็เดินไม่ได้ดูทิศอะไรกับใครเขาหรอก แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นว่า.....เจ้ย... ทางแคบนี้หว่า แถม ไม่มีขอบกั้น พลาดไปนี้ลงน้ำเต็มๆ เอ้อ.. เดินมาได้ตั้งไกล เพิ่งจะเห็น เพราะมัวแต่มองของกิน เกือบตกน้ำตายแล้วไหมหละ ตายไม่ตายเปล่านะคับ จะตายแบบเชื้อราเข้าสมองกันเลยทีเดียว นี้แหละหนอ คนเยอะมากฉันใด ขยะและความมักง่ายก็มากขึ้นฉันนั้น อนิจจา

เดินผ่านไปหลายต่อหลายร้าน อีกแล้วพี่น้อง น่าแวะนั่งทุกร้านเลย แต่ก็ไม่ได้แวะสักร้าน อ้อ..ก่อนหน้านั้น ระหว่างทางที่กำลังเดินทางมาอัมพวา ก็โทรศัพท์หาเพื่อนคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอ เพราะไม่รับสาย ก็ไม่ได้อะไรมาก สงสัยเพื่อนจะยุ่ง แต่ระหว่างที่เดินๆอยู่นั้น ตัวละครปริศนาก็โทรกลับเข้ามา ... เจรจาไร้สาระกันอยู่พักหนึ่ง ตัวละครลับก็ใจง่าย ตามออกมาที่อัมพวาทันใด เอาหละ คงต้องแจ้งเรื่องตัวละครลับแก่เพื่อนสาวเสียหน่อย ก่อนที่เพื่อนสาวจะสงสัย ถึงความรุกรี้รุกลนของเพื่อน ครั้นแจ้งเจตจำนงต่อเพื่อนสาวว่า ตัวเราได้ชักชวนตัวละครลับมา เพื่อนสาวต่างก็มีอาการ กิ๊บกิ้ว..เรียกความชุ่มชื่นในหัวใจกันได้เลยทีเดียว หึหึหึ

เดินผ่านไปหลายร้าน ทางซ้ายก็น่ากิน ทางขวาก็น่าลอง เห้ย... มองด้วยสายตาเป็นประกาย นั่นมัน...cotton candy เรียกเป็นไทยว่า.....ลูกอมสำลี ไม่ใช่! นั่นมัน dub นรก dub คับ เรียกว่าสายไหมต่างหาก ใจอ่อนเลย เห็นไม่ได้ ต่อให้ไม่อยากหวานแล้ว แต่เห็นแล้วก็ควักตังค์ซื้อทุกที แต่ต้องเป็นแบบนี้นะ แบบที่เห็นว่าทำกันสดๆ เห็นแล้วใจมันพองๆ ต้องซื้อ ต้องกิน และแล้วก็เสียไปยี่สิบบาท แลกกับสายไหมสีขาว ก้อนใหญ่เกินจริง แกะเลย... แกะเลย..กินเลย แต่.... พี่คับ พี่จะมัดมันกี่ชั้นกัน เดินแกะตั้งแต่ร้านพี่ต้นซอย จนถึงกลางซอย ยังไม่ได้กินเลย ทนไม่ไหว ทนไม่ไหว พี่คะขอยืมมีดหน่อย... ไม่ได้เอาไปแทงคนมัดยาง แต่เอามากรีดยาง เอ้ย ตัดยาง และแล้ว สายไหมนิ่มๆ ก็มาละลายอยู่ในปาก หยิบมาก้อนใหญ่เท่าหน้า ก้อนแล้วก้อนเล่า น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้น สูงขึ้น ปรี๊ดเว้ย ลุยๆ

ขนมชนิดต่อมา คือ ขนมสายบัว เป็นขนมไทยพื้นบ้าน จากการซักถามผู้ชายพายเรือ โดยผู้หญิงยิงเรือ เอ๊ะ ไปกันได้วุ้ย ก็ได้คำตอบว่า เป็นขนมขึ้นชื่ออีกอย่างของอัมพวา ถามไม่ถามเปล่า ขอชิมอีกต่างหากอร่อยก็เลยซื้อมา ทั้งขนมสายบัว ขนมใส่ไส้ ขนมสายบัว ขนมใส่ไส้ เอ๊ะ จะซ้ำทำไม เปรมกันไปกับขนมไทย จายผู้ชายพายเรือ อร่อยดีแหะ หลังจากยืนกินขนมริมคลองกันอยู่ แย่หละ ท้องไส้เริ่มป่วนปัน ต้องการเข้าห้องน้ำอย่างแรง สงสัยจะเป็นเพราะท้องว่างแล้วก็กินขนมแปลกๆ เข้าไป... และเราก็ได้ค้นพบ

ห้องน้ำที่อัมพวา.. เป็นอะไรที่ หาได้ง่ายและเยอะพอตัว พูดถึงความสะอาดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนักท่องเที่ยวด้วยแล้ว ถือว่า สะอาดใช้ได้เลยหละ และที่น่าแปลกใจคือ โดยปกติห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็มักจะคนคอยนั่งอยู่หน้าห้องแล้วแล้วเก็บเงินค่าใช้บริการ แต่ที่นี้ ไม่เห็นนะ จะเห็นแต่ตู้รับบริจาค เพื่อบำรุงรักษาห้องน้ำ ดีแหะ แต่...ตั้งแต่เข้าไปและเดินออกมา คนใช้ก็เยอะอยู่นะ แต่ว่าไม่เห็นได้ยินเสียงหยอดตังค์ หรือว่า เห็นคนหยอดตู้เลยอ่ะ ทำไมหละ???? บำรุงรักษาเพื่อสาธารณะ ดีออก ทำไมไม่เห็นมีใครทำเลย แต่สำหรับคนที่หยอด ก็ขอบคุณที่ช่วยให้มีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดได้ใช้ พร้อมกับ หยอดลงไป ห้าบาท เพื่อห้องน้ำที่สะอาดและคู่ควร ฮ่าๆๆ

หมดทุกข์ ก็เดินต่อ เดินไปในส่วนที่เขาเรียกกันว่า สวนพระเทพฯ (ชื่อเต็มๆ คืออะไรนั้น ขออภัยจำไม่ได้แหะ) โดยส่วนตัวแล้วชอบนะ พื้นที่ตรงนี้ คนน้อย สงบ เย็น ก็เดินมึนๆ วนๆกันไป แวะดูต้นไม้ อยากได้อย่างแรง แต่ดันลืมซื้อ พลันโทรศัพท์ก็ดังขึ้น (จริงๆำไม่ดังหรอก เปิดสั่นไว้) โอ๊ะ ตัวละครลับที่ลืมไปแล้ว มาถึงแล้ว.. แ้ล้วเราจะเจอกันอย่างไรดีหละ พลันก็แจ้งบอกพิกัด แต่ตัวละครลับก็ทำเท่ ไม่รู้มันจะไปแอบหลังต้นกล้วยทำไม ถ้าคนเคยไปคงจะนึกภาพออกว่าในส่วนของสวนพระเทพฯ จะมีกล้วยปลูกอยู่ด้วย ไอ้เราก็หันซ้ายหันขวา หมุนตัวตามคำบอกของตัวละครลับเพื่อจะมองหา แต่ดันซ่อนตัว เอ่อ แล้วกูจะเห็นมึงไหม๊? หลังจากที่สบตาผ่านม่านกล้วย เราก็วิ่งไปหาตัวละครลับ พร้อมกับคิดแผนการเปิดตัว ตัวละครลับกับเพื่อนสาวๆ ว่าจะเปิดตัวกันยังไงดี สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ก็แค่เดินออกจากป่ากล้วยไปเฉยๆ นี้หละ จบข่าว

สามสาว เืมื่อพบกับตัวละครลับ .. ถึงกับอุทานเกือบพร้อมกันว่า... โํธ่เิอ๊ย นึกว่าใคร.. เฉลย ตัวละครลับก็คือเพื่อนอีกคนที่ไม่ได้เจอกันมารวมๆ ห้าปีหละ แล้วก่อนหน้านี้ก็คลาดกันไปตลอด ขนาดว่านัดกันดิบดีแล้วแต่ก็มีอันไม่ได้เจอกัน หรือแม้แต่กระทั่งไปเหยียบถึงถิ่น แต่ก็ยังไมไ่ด้เจอกันอยู่ดี แต่สงสัยวันนี้จะเป็นวันดี โทรไปแบบไม่ได้ตั้งหวังว่าจะได้เจอ กลับได้เจอเสียอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ เราก็มีผู้ร่วมชะตากรรมขึ้นมาอีกหนึ่งราย

คนไม่ได้เจอกันนาน ก็เสียงดังขบกัดกันเป็นเรื่องปกติ เฮฮากันไป คุยกันไปเดินกันไป ระวังตกคลองกันไป พวกเราก็ลงมติว่า หิว! แล้วจะหาอะไรทานกัน พร้อมกับถามเจ้าถิ่นว่า จะทานที่ไหนดี เจ้าถิ่นเสนอมา 2 ทางเลือก ว่า อยากจะเดินแล้วค่อยกิน หรือ กินแล้วค่อยเดิน... เอ๊ะ ตัวเลือกมันไม่ได้เข้ากับหัวข้อเลยนะ พลันเจ้าถิ่นก็เฉลยมากว่า ถ้าเราจะเดินก่อนแล้วค่อยกิน จะพาไปกินนอกตลาดอัมพวา เพราะอร่อยและราคาไม่สูงมาก แต่ถ้าหากอยากจะกินแล้วค่อยเดิน ก็มีอยู่ร้านหนึ่งในอัมพวา เป็นร้านริมน้ำบรรยากาศดี และที่สำคัญคือที่จอดรถ ถ้าเลือกกินแล้วมาเดินจะลำบากมากสำหรับที่จอดรถ เพราะยิ่งเย็นที่จอดยิ่งกว่าทอง และสุดท้าย ผู้หญิงอย่างพวกเรา ก็เลือกที่จะกิน แล้วไม่เดิน ฮ่าๆ เป็นอันว่า การเดินที่อัมพวาก็จบลง

ชอบนะ อัมพวา ถ้ามีโอกาส จะไปลุยใหม่ ของกินช่างยั่วยวนเราเหลือเกิน ทีรัก

แต่การท่องเที่ยวของเรายังไม่จบ วันเสาร์ยังอีกยาวไกลนัก.....





Comment

Comment:

Tweet

อ่า สวัสดี เราชื่อนน เน่อ
เราอยู่ราชบุรี ขับมอไซค์ครึ่งชั่วโมงก็ถึงอัมพวา
ถ้าอยู่กลางคืนจะดีไน่อยนึง

ว่างๆเจอกัน

#2 By Frankenstine on 2009-06-24 15:26

น่าเสียดายจังไม่มีรูปให้ดูเลย ไปอีกครั้งสิค่ะแล้วอย่าลืมถ่ายรูปมาให้ดูด้วยbig smile confused smile open-mounthed smile

#1 By Moo Duck Dick on 2009-06-24 15:24

sasiy13s View my profile